เดือดก่อนชิงดำ! “เนย์มาร์” ของขึ้นไล่พวกแซมบ้าปันดวงใจไปตายซะ

โหมโรงก่อนศึกโคปา อเมริกา 2021 นัดชิงแชมป์ ที่ตระเตรียมฟาดหน้าแข้งกันรุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

อย่างที่แฟนบอลทราบกันดี ปีนี้เป็นการแข่งระหว่างคู่ชิงในฝัน คู่รักคู่แค้นตลอดไปอย่าง เจ้าภาพ ทีมชาติบราซิล พบกับ ทีมชาติอาร์เจนตินา

ล่าสุด เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิล ออกโรงจวกแฟนบอลเพื่อนร่วมชาติ ข้างหลังมีกระแสไม่น้อยที่ออกมาหนุนกองทัพฟ้าขาวให้ครอบครองแชมป์วัวขว้าง อเมริกา โดยเหตุผลเนื่องจากเป็นสาวกของ ลิโอเนล เมสซี จอมบุกจากบาร์เซโลนานั่นเอง

สำหรับจุดเริ่มแรกเรื่องราวดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เกิดขึ้นเมื่อ ฟาบิโอลา อันดราเด ผู้สื่อข่าวหญิงสายกีฬาของบราซิล ออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องการให้เมสซีได้แชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยคุณได้โพสต์ว่า

“ก่อนจะเอาก้อนหินมาขว้างใส่ฉันในที่ชุมชน ฟังฉันชี้แจงก่อน ฉันรักบราซิล ฉันรักวงการฟุตบอลบราสิเลียน ใช่ ฉันมีเพื่อนฝูงชาวอาร์เจนไตน์ผู้คนจำนวนมาก แม้กระนั้นฉันมิได้เชียร์อาร์เจนตินา ในเกมนัดชิงวัวขว้าง อเมริกา ฉันก็จะไม่เชียร์พวกเขา ไม่เลย แม้กระนั้นฉันเชียร์เนื่องจากฉันรักฟุตบอล แล้วก็ ลิโอ เมสซี @leomessi ชายคนนี้ต้องได้แชมป์ในสีเสื้อทีมชาติของเขา! มันเกิดเรื่องที่เป็นกลาง!”

ภายหลังโพสต์ของผู้รายงานข่าวสาวดังที่กล่าวมาข้างต้นได้เผยแพร่ออกไป ปรากฎว่ามีแฟนบอลไม่น้อยล้วนคล้อยตามความเห็นของอันดราเด ซึ่งดูเหมือนจะทั้งหมดก็บอกเหตุผลคล้ายกันโน่นคือ สรรเสริญในฝีเท้าของจอมบุกจากชาติคู่รักคู่แค้น แล้วก็ต้องการให้สมหวังเสียเชิงในวัย 34 ปี ทั้งแฟนบอลบราซิลยังขุนข้องหมองใจจากความผิดพลาดของกองทัพแซมบ้าชุดนี้มาจากฟุตบอลโลก 2018 ด้วยทำให้ล่าสุด เนย์มาร์ ถึงกับอดรนทนไม่ได้ ออกมาโพสต์ลงไอจีสตอรีในหัวข้อนี้ยาวเหยียดว่า

“ผมคือคนบราซิล เป็นด้วยความรักอย่างเต็มสง่า ความฝันของผมทั้งชีวิตคือการได้เล่นให้ทีมชาติแล้วก็ได้ฟังแฟนบอลส่งเสียงร้องส่งเสริม”

“ผมไม่เคยโจมตีหรือคิดจะโจมตีบราซิล เวลาพวกเขาแข่งอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา, ประกวดนางงาม หรือออสการ์”

“ถ้าสิ่งนั้นคือบราซิล เนื่องจากผมคือคนบราซิล แล้วก็ผู้ใดก็ช่างที่เป็นคนบราซิล ส่วนคนบราซิลที่เห็นต่างออกไป ก็ไม่เป็นไรนะ ผมให้ความนับถือ แม้กระนั้นไปตกนรกซะเหอะ”

สำหรับ เนย์มาร์ ทำไปแล้ว 2 ประตูให้บราซิลในทัวร์นาเมนต์นี้ นัดที่พบ ทีมชาติเวเนซุเอลา แล้วก็ ทีมชาติเปรู ใน 2 เกมแรกของรายการ แล้วต่อจากนั้นเขายิงมิได้อีกเลย แม้กระนั้นบราซิลก็ยังแข็งพอที่จะผ่านเข้ามาถึงนัดชิงแชมป์

โดยนัดนี้จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 ด้วย ที่บราซิลจะได้เจอหน้ากับอาร์เจนตินาในรอบชิงแชมป์ ที่ผ่านมาบราซิลเคยเป็นแชมป์ 9 สมัย ส่วนอาร์เจนตินาเป็นแชมป์ 14 สมัย แล้วก็มีลุ้นทาบสถิติสูงสุด 15 สมัยของอุรุกวัยในวันพรุ่ง

เบื้องหลังเหตุการณ์อีริคเซ่น เมื่อการตายของโฟเอ้ ช่วยเซฟชีวิตเพื่อนฝูงร่วมอาชีพรุ่นหลาน

วินาทีที่ คริสเตียน อีริคเซ่น สลบแล้วก็ล้มลงสู่พื้น แล้วก็ต้องได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน อาจจะเป็นผลให้ภาพเรื่องราวการสิ้นไปในอดีต ย้อนกลับเข้ามาในความคิดของเหล่าแฟนบอล

มาร์ก-วิเวียน โฟเอ้ อาจเป็นเคสแรกๆที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยจำได้ดิบได้ดี ภาพที่เขาสลบล้มลงกึ่งกลางสนามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนต้องถูกแบกออกไปปฐมพยาบาลข้างสนาม แต่ว่าท้ายที่สุดก็ไม่อาจช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ได้เสร็จ จนการสิ้นไปดังที่กล่าวมาแล้ว เปลี่ยนมาเป็นรอยด่างพร้อยปฏิบัติงานแข่งขัน สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2003

แต่ว่าการสูญเสียในครั้งนั้น ก็ได้แผ้วถางทางสู่อนาคตสำหรับเพื่อการช่วยชีวิตนักเตะในสนาม

แกร่งเพียงใดก็ล้มได้

หากว่านักฟุตบอลอาชีพ จะเป็นกลุ่มคนที่มีร่างกายแข็งแรงดี วิ่งเต็มสูบได้ตลอดทั้ง 90 นาทีที่อยู่ในสนาม แต่กลับมีผู้เล่นมากยิ่งกว่า 100 คน ที่เคยล้มลงกึ่งกลางสนาม ซึ่งมากยิ่งกว่าครึ่งนั้น ไม่ได้โชคดีเหมือนกันกับกองกลางของแดนวัวนมรายนี้

หนึ่งในเรื่องที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยจำได้ดิบได้ดี คือรายของ มาร์ก-วิเวียน โฟเอ้ กองกลางตัวรับวัย 28 ปี ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ร่วมทัพทีมชาติแคเมอรูน ลงเตะใน สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2003 ที่ประเทศฝรั่งเศส
โฟเอ้ ลงเล่นในแมตช์ที่ แคเมอรูน เอาชนะ บราซิล กับ ประเทศตุรกี ไปได้ในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่จะได้พักในเกมที่เจอกับ สหรัฐฯ แล้วก็กลับมาเป็น 11 ตัวจริงในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งต้องเจอหน้ากับ โคลอมเบีย ที่สนาม สตาด เดอ แฌร์ล็อง เมืองลียง

แมตช์ดังที่กล่าวมาแล้วดำเนินมาถึงนาทีที่ 72 อยู่ๆโฟเอ้ ก็ล้มลงกึ่งกลางสนามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย โดยไม่มีใครอยู่รอบตัวตัวเขาเลย

ผู้ตัดสินเป่าหยุดเกม แล้วก็เรียกให้ทีมแพทย์เข้ามาปฐมพยาบาลเขาในสนาม ก่อนที่จะเขาจะถูกแบกออกมาปั๊มหัวใจที่ข้างสนาม แล้วส่งไปรับการดูแลรักษาที่ศูนย์การแพทย์ของ สตาด เดอ แฌร์ล็อง แต่ว่าหลังเพียรพยายามกู้ชีพอยู่เป็นเวลายาวนานกว่า 45 นาทีก็ไม่เป็นผล เขาเสียชีวิตลงต่อจากนั้น

วินฟรีด เชเฟอร์ ผู้จัดการทีมชาติ แคเมอรูน ณ ในเวลานั้น เผยออกมาว่าเขาอยากเปลี่ยนตัว โฟเอ้ ออกมาจากสนามก่อนหน้านั้น ด้วยเหตุว่าหมดทั้งตัวเขาแล้วก็ทีมแพทย์ มีความเห็นว่ากองกลางรายนี้มีอาการล้า แล้วก็เคลื่อนที่ได้ช้าลง แต่ว่าเจ้าตัวยังอยากเล่นต่อ เพื่อช่วยให้ทีมชาติของเขาไปสู่รอบชิงแชมป์ให้ได้

แมรี่-หลุยส์ โฟเอ้ เมียของดาวเตะรายนี้ กล่าวว่ากองกลางจาก แมนฯ ซิตี้ มีอาการท้องร่วงมา 2-3 วันแล้ว และมีปัญหากับกระเพาะของเขาด้วย แต่ว่าเจ้าตัวยังคงการันตีที่จะลงเล่นให้กับทีมต่อ โฟเอ้ เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาเมียของเขา ที่เข้ามารับชมเกมข้างสนามในนัดหมายนั้น

ผลการชันสูตรพลิกศพของกองกลางรายนี้ พบว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการกล้ามเนื้อหัวใจหนา หรือ Hypertrophic Cardiomyopathy ซึ่งโรคดังที่กล่าวมาแล้วมีโอกาสเกิดขึ้นกับทุก 1 ใน 500 คนทั่วโลก พบได้ทั่วไปได้บ่อยในคนที่มีร่างกายแข็งแรง แล้วก็เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของผู้มีอายุน้อยกว่า 35 ปี

ประเด็นก็คือ โฟเอ้ มีโอกาสรอดตายด้วยซ้ำ ถ้าหากได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องอย่างทันตามเวลา แต่ว่าในเวลานั้น เกือบจะไม่มีใครคาดคิดว่านักฟุตบอลที่มีร่างกายแข็งแรงแบบนี้ จู่ๆจะล้มครืน จนกระทั่งขั้นเสียชีวิต

นั่นก็เลยทำให้ สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ ตกลงใจยกเครื่องด้านการแพทย์ใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เรื่องราวดังที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นซ้ำอีกรอบ

ชีวิตต้องมาก่อน

หลังจากเคสของโฟเอ้ อย่างแรกที่ถูกเอามาเอ๋ยถึง คืออาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน หรือเรียกแบบย่อว่า SCA (Sudden Cardiac Arrest) ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ตลอดเวลา แล้วก็ทุกแห่งหน โดยไม่แบ่งว่าคุณจะมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงขนาดไหนก็ตาม
สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ อยากรับประกันว่าผู้ที่มีการเกี่ยวข้องกับแวดวงฟุตบอลต้องรู้เรื่องประเด็นดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้าราชการแพทย์ ที่จำต้องเข้ารับการฝึกอบรมขั้นตอนสำหรับเพื่อการช่วยชีวิต ถ้าหากเจอผู้เล่น หรือผู้ตัดสินประสบอาการ SCA ขึ้น

ถ้าหากผู้เล่นล้มลงไปกับพื้น โดยไม่มีการปะทะกับผู้เล่นรายอื่น และไม่ตอบสนองหรือสลบไป ทีมแพทย์สามารถวิ่งลงไปช่วยเหลือได้โดยทันที โดยไม่ต้องรอผู้ตัดสินเป่านกหวีดอนุญาต

ด้วยเหตุว่าพวกเขาอาจมีเวลาเพียง 2 นาที หลังจากที่นักเตะล้มลงไป ที่จะต้องปั๊มหัวใจเพื่อทำ CPR แล้วก็ใช้เครื่อง AED นำกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นตามจังหวะธรรมดา ด้วยเหตุว่ายิ่งผ่านเวลาไปนานเท่าไร จังหวะสำหรับเพื่อการรอดตายก็ยิ่งเลือนรางลงไป

ในกรณีของ โฟเอ้ ไม่มีใครทำ CPR ให้เขาเลย แม้เขาจะสลบไปเป็นเวลายาวนานกว่า 6 นาทีแล้ว แม้เจ้าตัวจะมีอาการตาเหลือกตาพอง และไม่ตอบสนองก็ตาม อาจด้วยเหตุว่าเกือบจะไม่เคยปรากฏเลยว่ามีกรณีที่นักฟุตบอลกำเนิดหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ระหว่างกำลังลงเล่นอยู่ในสนาม

แต่ว่านั่นก็ทำให้ทีมแพทย์ ผู้ตัดสิน สตาฟ แล้วก็ผู้เล่นต่างๆได้ทราบจะกับความเสี่ยงที่อาจย่างกรายมาหาพวกเขาได้ทุกครั้ง ทำให้หลายทีมเริ่มมีการเตรียมตัวเพิ่มมากขึ้น ด้วยเครื่องมือแพทย์ที่พร้อมกว่าเดิม รวมทั้งกำหนดให้เครื่อง AED ต้องมีประจำอยู่ทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแมตช์แข่งขันจริง หรือระหว่างการฝึกฝนก็ตาม

ในปี 2006 สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ ได้เพิ่มมาตรการตรวจเช็คร่างกายของนักเตะทุกคนก่อนเริ่มเกม เพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนไปจากปกติของหัวใจ หากว่าพวกเขาไม่อาจตรวจเจอทุกความเปลี่ยนไปจากปกติได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ว่าก็พอเพียงที่จะคัดเลือกกรองความพร้อมเพรียงของผู้เล่นในระดับหนึ่ง
แล้วก็ในปีเดียวกันนั้น ทางพรีเมียร์ลีก ก็ได้ยกระดับด้านการแพทย์ขึ้นไปอีกขั้น หลัง ปีเตอร์ เช็ค ผู้รักษาประตูของ เชลซี ได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะร้าว จากการปะทะกับหัวเข่าของ สตีเฟ่น ฮันต์ จนกระทั่งขั้นสลบ แล้วก็ต้องนอนรอรถพยาบาลในห้องแต่งตัวนานถึงครึ่งชั่วโมง

รวยสุดในวงการ! สื่อเผยอาชีพหลักของ “ไคเปอร์ส” เปานัดหมายชิงฯยูโร 2020

เดลี เมล สื่อดังของอังกฤษกล่าวว่า บียอร์น ไคเปอร์ส (Bjorn Kuipers) ผู้ตัดสินจากเนเธอร์แลนด์ที่จะลงปฏิบัติภารกิจในนัดหมายชิงดำยูโร 2020 วันอาทิตย์นี้ เป็นกรรมการลูกหนังที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดในโลก

สื่อดังกล่าวมาแล้วข้างต้นระบุว่า ท่านเปาชาวฮอลล์แลนด์มีสินทรัพย์ส่วนตัวค่าราว 11.5 ล้านปอนด์ (ราว 520 ล้านบาท) เมื่อปี 2016 โดยเจ้าตัวเป็นผู้ร่วมตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีชื่อว่า จัมโบ (Jumbo) ในแดนกังหันลม ข้างหลังมีดีกรีปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ ตั้งแต่ยุคหนุ่มแน่นจากมหาวิทยาลัยรัดเบาด์ ในเมืองไนจ์เมเกน

 

ไคเปอร์ส วัย 48 ปี เริ่มต้นอาชีพเชิ้ตดำลูกหนังตั้งแต่ปี 2002 ก่อนขึ้นชั้นเป็นผู้ตัดสินระดับแถวหน้าของยูฟาตั้งแต่ปี 2009 โดยผ่านการลงตัดสินในบอลโลก รอบท้ายที่สุด มาแล้ว 2 ยุค และศึกยูโร รอบท้ายที่สุดอีก 3 ยุค ซึ่งแรงบันดาลใจในอาชีพนี้ของเจ้าตัวเป็นพ่อ ที่เคยเป็นผู้ตัดสินบอลในระดับครึ่งหนึ่งอาชีพนั่นเอง

สำหรับ นัดหมายชิงชนะเลิศยูโร 2020 ระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ พบ ทีมชาติอิตาลี นี้จะถือเป็นอีกเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของไคเปอร์ส ข้างหลังเคยตัดสินนัดหมายชิงชนะเลิศเกมระดับสโมสรในถ้วย ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก (2017) และ ยูฟา ยูโรปา ลีก (2013, 2018) มาแล้ว

 

ส่วนในศึกยูโรครั้งนี้ ไคเปอร์สลงปฏิบัติภารกิจไปแล้ว 3 นัดหมาย โดยแบ่งเป็นรอบแบ่งกลุ่ม 2 นัดหมาย และรอบ 8 ทีมท้ายที่สุดอีก 1 นัดหมาย ซึ่งในเกมนัดหมายชิงชนะเลิศนี้ ไคเปอร์สจะได้ปฏิบัติภารกิจร่วมกับเพื่อนร่วมชาติ ซานเดอร์ ฟาน โรเกล และ เออร์วิน เซนสยี่ห้อ ในฐานะผู้กำกับเส้น โดยมี คาร์ลอส เดล เซร์โร ชาวสเปนเป็นผู้ตัดสินที่ 4

ตัดเกรด นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ เกม เฉือน เดนมาร์ก 2-1 ทะลุชิงศึกยูโร 2020

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 4 ทีมในที่สุด
คืนวันพุธที่ 7 ก.ค. 2021

อังกฤษ 2-1 เดนมาร์ก

สนาม: เวมบลีย์ (ลอนดอน อังกฤษ)

คะแนนนักเตะ ทีมชาติอังกฤษ

จอร์แดน พิคฟอร์ด – 6/10
วันนี้เกือบจะไม่เจอบททดลองมากสักเท่าไรนัก แต่ดูเห็นได้ชัดว่าวันนี้ฟอร์มหลุดไปพอสมควรโดยยิ่งไปกว่านั้นในเวลาที่ต้องเล่นบอลกับพื้น รวมทั้งการออกบอลดูไม่มีความเชื่อมั่นแล้วก็ขาดความเที่ยงตรงไปๆมาๆกอย่างยิ่งจริงๆ

จอห์น สโตนส์ – 7.5/10
เกมรับทำหน้าที่ได้อย่างกล้าแกร่งในวันนี้ มีจังหวะเข้าสะกัดรวมทั้งบล็อคลูกยิงสวยๆหลายครั้ง

แฮร์รี แม็คไกวร์ – 7.5/10
เหมือนกันกับ สโตนส์ ที่เกมรับเล่นได้อย่างเหนื่ยวแน่น แถมยังมีโอกาสได้เพิ่มเติมขึ้นไปกระแทกลุ้นทำประตูหลายครั้ง ครอบครองบอลรั้งแน่น ออกบอลแม่น ไม่มีจุดบกพร่องให้มองเห็นเลย

ไคล์ วอล์เกอร์ – 7.5/10
เป็นอีกคนที่เด่นเป็นอย่างมากในเกมรับ แม้วันนี้จะเกือบจะไม่ได้เพิ่มเติมขึ้นสูง แต่การเฝ้าเกมรับทางกราบขวารวมทั้งการหุบเข้ามาช่วยกึ่งกลางทำเป็นอย่างไร้ที่ติในเกมวันนี้

ลุค ชอว์ – 7.5/10
มีหน้าที่ออกจะเยอะในการเพิ่มเติมเกมรุก ค่อยต่อบอลติดต่อประสานงานกับสหายร่วมทีมทางกราบซ้าย ได้ช่องเพิ่มเติมขึ้นลุ้นเปิดในกรอบจุดโทษสร้างโอกาสให้ทีมได้อยู่บ้างเช่นเดียวกัน

ดีแคลุกลี้ลุกลน ไรซ์ – 7/10
ครึ่งแรกบทบาทจะย้ำไปทางเกมรับด้วยการยืนต่ำพยุงคู่เซ็นเตอร์ แต่ในช่วงครึ่งหลังมีโอกาสเพิ่มเติมเกมขึ้นสูงขึ้นช่วยต่อบอลเชื่อมเกมรอบๆกลางสนามได้ออกจะดี

ค้างลวิน ฟิลลิปส์ – 7/10
ช่วงครึ่งแรกบทบาทกับเกมออกจะน้อย แต่ภายหลังที่ทีมเพียรพยายามเปิดเกมบุกก็พอจะมีหน้าที่ในการช่วยต่อบอลกับทีมอยู่บ้าง เล่นออกจะแน่นอน เอาชัวไว้ก่อนตลอด 120 นาที

เมสัน เมานท์ – 6.5/10
มีโอกาสได้เล่นกับบอลอยู่บ้าง ค่อนเชื่อมเกมในแดนหน้า แต่วันนี้บทบาทนับว่าไม่เด่นมากสักเท่าไรนัก

จำผมมิได้หรอ? “โบนุชชี่” ถึงกับเหวอ “การ์ดสนาม” ไม่ให้กลับเข้าสนาม

แปลงเป็นคลิปเรียกรอยยิ้มโดยทันทีกับจังหวะหลังเกมที่ กลุ่มชาติอิตาลี เป็นฝ่ายเอาชนะ กลุ่มชาติประเทศสเปน สำหรับการดวลจุดลูกโทษ 4-2 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ สำหรับการแข่งขัน บอลยูโร 2020 สำเร็จ เมื่อคืนวันอังคารที่ 6 เดือนกรกฎาคม ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

โดยหลังเกมจบลง บรรดานักเตะอิตาลี ได้รวมตัวกันวิ่งไปฉลองกับแฟนบอลบริเวณหลังประตู แต่ในรายของ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ปราการหลังตัวเก๋าของกลุ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่ได้วิ่งออกไปนอกสนามเพื่อเฮกับแฟนบอลบนอรรธจันทร์

ซึ่งหลังเจ้าตัวฉลองกับแฟนคลับเสร็จ ปราการหลังวัย 34 ปี จะเดินกลับเข้าสนามอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่สนามกลับจำเขาไม่ได้เพราะเหตุว่ามีความคิดว่าเป็นแฟนบอลที่กระโดดลงมาร่วมฉลองด้วย ทำให้เจ้าตัวถึงกับงงงันทีเดียว ก่อนที่จะเจ้าตัวจะอธิบายรวมทั้งเดินกลับสู่สนามได้อีกครั้ง

สำหรับ “กองทัพอัซซูร์รี่” สามารถทะลุผ่านไปชิงชนะเลิศ บอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ได้เป็นยุคที่ 4 โดยจะเข้าไปรอเจอกับผู้ชนะระหว่าง อังกฤษ กับ เดนมาร์ก ที่จะลงกระทำการแข่งขันกันในคืนวันนี้